Last updated: 30 ก.ค. 2564 | 1331 จำนวนผู้เข้าชม |
ไทยออยล์ รุกธุรกิจโอเลฟินส์ ในอินโดนีเซีย ก้าวสู่ปิโตรเคมีครบวงจร
นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยออยล์ เข้าร่วมลงทุนใน บริษัท PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ PT TOP Investment Indonesia โดยเข้าถือหุ้น CAP ที่สัดส่วน 15.38% ใช้เงินลงทุนมูลค่ารวมไม่เกิน 1,183 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 39,100 ล้านบาท เพื่อก้าวเข้าสู่ธุรกิจโอเลฟินส์ จากเดิมที่มีธุรกิจสายอะโรเมติกส์อยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้โครงสร้างธุรกิจของไทยออยล์มีความสมบูรณ์ครอบคลุมธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีอย่างครบวงจร
สำหรับการชำระค่าหุ้น จะแบ่งเป็นงวด งวดแรกจะจ่ายเงินในเดือนกันยายน 2564 ประมาณ 913 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นที่ 15% ส่วนงวดต่อไปจะต้องรอให้ CAP มีการตัดสินใจลงทุนขยายกำลังการผลิตและก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีแห่งที่ 2 (CAP 2) ซึ่งคาดว่าจะตัดสินใจได้ในช่วงกลางปี 2565 จึงจะมีการจ่ายเงินในงวดที่สอง อีก 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 15.38% ซึ่งเงินลงทุนทั้งหมดจะนำไปพัฒนาและก่อสร้างโครงการ CAP 2
หลังจากการจ่ายเงินในงวดแรกแล้ว จะทำผลให้บริษัทฯ สามารถรับรู้กำไรเข้ามา โดยคาดว่าจะมีการบันทึกส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน CAP ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งคาดว่ากำไรที่จะได้รับเข้ามาประมาณ 40-50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/ปี และหากมีการเดินเครื่องในโครงการ CAP 2 ในปี 2569 จะส่งผลทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 2 เท่า ซึ่งจะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดย CAP 1 มีกำไรอยู่ที่ 165 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 5,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา
ด้านแผนการจัดหาเงินทุน (Funding Plan) จะใช้เงินกู้ระยะสั้น (Bridging Loans) ระยะเวลาไม่เกิน 18 เดือน อัตราดอกเบี้ยเทียบเคียงกับตลาด (Market rate) ไม่เกิน 2.5% ต่อปี เพื่อนำไปชำระค่าหุ้นก่อน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประมาณ 48% ส่วนที่สองจะมาจากการขายหุ้น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC จำนวน 10.8% ให้กับ ปตท. คาดว่าจะได้รับเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท และจะมีการเพิ่มทุนอีกไม่เกิน 10,000 ล้านบาท โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในกลางปีหน้า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถออกหุ้นกู้หรือกู้เงินระยะยาวจากสถาบันการเงินได้ รวมถึงปัจจุบันยังมีกระแสเงินสดในมือกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
การร่วมลงทุนใน CAP ได้สร้างโอกาสการเติบโตในธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศอินโดนีเซีย ที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสูงมาก และไทยออยล์จะได้ส่งผลิตภัณฑ์แนฟทา และแอลพีจี จากโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566 ประมาณ 1 ล้านตัน/ปี และจะได้รับผลิตภัณฑ์ Polymer Resin และผลิตภัณฑ์ในรูปของเหลวอื่นๆ ของ CAP ไปขายได้อีกด้วย
ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์สูงมาก มีแนวโน้มเติบโตดีในอนาคต และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ โดย CAP เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำรายใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย อีกทั้งยังเป็นผู้ดำเนินกิจการโรงงานแยกแนฟทา (Naphtha Cracker) เพียงแห่งเดียวของประเทศ มีกำลังการผลิตเอทิลีน (Ethylene) ประมาณ 900,000 เมตริกตันต่อปี และพอลิโอเลฟินส์ (PolyOlefins) ที่มีคุณภาพสูง อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตสไตรีนโมโนเมอร์ และบิวทาไดอีน และจะดำเนินการขยายกำลังการผลิตและก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีแห่งที่ 2 (CAP 2) ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเท่าตัวในปี 2569 เพื่อรองรับปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ที่สูงขึ้นของประเทศประเทศอินโดนีเซีย
5 เม.ย 2569
7 เม.ย 2569
5 เม.ย 2569
5 เม.ย 2569