Last updated: 4 ส.ค. 2564 | 1612 จำนวนผู้เข้าชม |
กพช. ให้อำนาจกระทรวงพลังงาน รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้กรอบเร่งด่วน 10 ปี
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาเห็นชอบกรอบแผนพลังงานชาติ ซึ่งได้กำหนดแนวนโยบายภาคพลังงาน โดยมีเป้าหมายสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถมุ่งสู่พลังงานสะอาด และลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) ภายในปี 2065-2070 โดยจะส่งเสริมการลงทุนพลังงานสีเขียวในภาคพลังงาน ประกอบด้วย
1.การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าใหม่โดยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 50% พิจารณาร่วมกับต้นทุนระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว
2.ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานภาคขนส่งเป็นพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามนโยบาย 30 : 30 การปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานภาคขนส่งมาเป็น EV ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคขนส่งให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
3.ปรับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มากกว่า 30% โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการพลังงานสมัยใหม่ มาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงาน
4.ปรับโครงสร้างกิจการพลังงานรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ตามแนวทาง 4D1E (Decarbonization: การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคพลังงาน Digitalization: การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการระบบพลังงาน Decentralization: การกระจายศูนย์การผลิตพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน Deregulation: การปรับปรุงกฎระเบียบรองรับนโยบายพลังงานสมัยใหม่ และ Electrification: การเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานมาเป็นพลังงานไฟฟ้า)
ทั้งนี้นโยบายมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดภายในช่วงเวลา 1-10 ปีข้างหน้า กพช. จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ดำเนินการระยะเร่งด่วน ดังนี้ 1.จัดทำแผนพลังงานชาติ ภายใต้กรอบนโยบายที่ทำให้ภาคพลังงานขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจให้สามารถรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจ neutral-carbon economy ได้ในระยะยาว ครอบคลุมการขับเคลื่อนพลังงานทั้งด้านไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงา
2.พิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในรูปแบบต่างๆ และปรับลดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ภายใต้ PDP2018 rev.1 ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ตามความเหมาะสม อาทิ ปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าให้มีการผูกพันเชื้อเพลิงฟอสซิลเท่าที่จำเป็น และสามารถรองรับการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้ในระยะยาว การคำนึงถึงต้นทุนและความก้าวหน้าเทคโนโลยีเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้นำหลักการวางแผนเชิงความน่าจะเป็นโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) มาใช้เป็นเกณฑ์ แทนกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ซึ่งไม่สามารถวิเคราะห์ผลจากความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้การประเมินและการวางแผนความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศมีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้าระบบจากพลังงานหมุนเวียนจะต้องเป็นเชื้อเพลิงสะอาด และอาจจะมีการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว
3.ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งและจำหน่ายไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมพื้นที่ศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ เพื่อรองรับปริมาณกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอนาคต และสามารถตอบสนองต่อการผลิตไฟฟ้าได้อย่างทันท่วงทีโดยไม่กระทบกับความมั่นคงของประเทศ
สำหรับกระบวนการจัดทำแผนพลังงานชาติ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2565 โดยจะมีรับฟังความคิดเห็นกรอบแผนพลังงานชาติ ในช่วงเดือนสิงหาคม – ตุลาคม 2564 เพื่อนำความเห็นมาประกอบการจัดทำแผน 5 แผนหลัก และรวมเป็นแผนพลังงานชาติ หลังจากนั้นจะมีการรับฟังความคิดเห็นร่างแผนพลังงานชาติ ก่อนนำเสนอ กพช. ให้ความเห็นชอบต่อไป
ที่ประชุม กพช. ยังได้เห็นชอบ โครงสร้างราคาก๊าซฯ สำหรับการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 2 (ใหม่) โดยโครงสร้างราคาก๊าซฯ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ราคาก๊าซฯ ที่ขายให้กับโรงแยกก๊าซฯ ประกอบด้วย ราคาเฉลี่ยก๊าซฯ อ่าวไทย รวมค่าบริการในการจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ และค่าผ่านท่อก๊าซฯ ในทะเล (โซน 1)
2.ราคาก๊าซฯ ที่ Shipper ปตท. ขายในกลุ่มลูกค้าเดิม ประกอบด้วย ราคาเฉลี่ยของก๊าซฯ จากอ่าวไทยหลังโรงแยก รวมค่าผ่านท่อก๊าซฯ ในทะเล ก๊าซฯ จากเมียนมา ที่ชายแดน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รวมค่าบริการสถานี LNG ในการเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซ (Pool Gas) ค่าบริการในการจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ และค่าผ่านท่อก๊าซฯ บนบก (โซน 2-4) (โรงไฟฟ้าน้ำพอง ราคาเฉลี่ยเนื้อก๊าซให้เป็นไปตามที่ ปตท. รับซื้อจากผู้รับสัมปทานค่าบริการในการจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ และค่าผ่านท่อก๊าซฯ บนบก (โซน 5))
3.ราคาก๊าซฯ ที่ Shipper รายใหม่ขายไฟฟ้าเข้าระบบใน Regulated Market ประกอบด้วย ราคา LNG รวมค่าบริการสถานี LNG ในการเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซฯ ค่าบริการในการจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ และค่าผ่านท่อก๊าซฯ บนบก (โซน 3)
โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการทบทวนพื้นที่ (โซน) ในการคิดค่าบริการตามการใช้ระบบท่อส่งก๊าซฯ ของผู้ซื้อก๊าซฯ โดยคำนวณค่าผ่านท่อก๊าซฯ พื้นที่ 1 ที่รวมค่าผ่านท่อในทะเลทั้งหมด ซึ่งนำค่าผ่านท่อก๊าซฯ ของบริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด (TTM) นำมาคำนวณรวมในอัตราค่าผ่านท่อก๊าซฯ ในทะเลของ ปตท. ด้วย และกำหนดให้โครงสร้างราคาก๊าซฯ ใหม่ มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี ทั้งนี้ ระหว่างกำหนดอัตราค่าบริการจัดหาและค้าส่ง และค่าผ่านท่อตามโครงสร้างใหม่ ให้กำหนดอัตราค่าบริการจัดหาและค้าส่ง (ในแต่ละประเภทผู้ใช้ก๊าซ คิดตาม % Margin โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ย (Pool Gas) ตามวิธีปัจจุบันและกำหนดค่าผ่านท่อ สำหรับ Shipper รายใหม่ที่นำเข้า LNG เท่ากับอัตราค่าผ่านท่อบนบก (โซน 3) ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าในภาพรวมลดลงประมาณ 56 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นค่า Ft ลดลงประมาณ 0.39 สตางค์/หน่วย
ที่ประชุม กพช. ยังได้เห็นชอบการนำเข้า LNG ที่ไม่กระทบต่อ Take or Pay สำหรับปี 2564-2566 เท่ากับ 0.48, 1.74 และ 3.02 ล้านตันต่อปี ตามลำดับ โดยมอบหมายให้ กบง. พิจารณาทบทวนหากพบว่าความสามารถในการนำเข้า LNG มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากตัวเลขดังกล่าว และมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้ดำเนินการจัดสรรปริมาณการนำเข้า LNG ตามโครงสร้างของกิจการก๊าซฯ ในระยะที่ 2 คือ Regulated Market และ Partially Regulated Market สำหรับ New Demand และกำหนดหลักเกณฑ์ในการนำเข้าของ Shipper รวมทั้งกำกับดูแลต่อไป
ซึ่งหากในปีนี้ไม่มีภาคเอกชนที่สามารถนำเข้า LNG ตามโควตาได้ ปตท.ก็จะเพิ่มปริมาณการจัดหาก๊าซฯ ให้มากขึ้น โดยลูกค้าจะเป็นในส่วนของลูกค้าเดิม เนื่องจากตัวเลขการนำเข้าที่ 4.8 แสนตันในปีนี้ เป็นการคาดการณ์ว่าเป็นความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น และมีความจำเป็นต้องนำเข้า LNG ซึ่งราคาตลาดจรที่สูงอยู่ในขณะนี้ เมื่อนำมาเฉลี่ยแล้วกับแหล่งอื่นก็อาจจะทำให้ราคาลดลงได้ ซึ่งปัจจุบันราคาเฉลี่ยของก๊าซฯ ในอ่าวไทย ประมาณกว่า 5 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ราคาก๊าซฯ เมียนมา 6.50 เหรียญฯต่อล้านบีทียู Pool ประมาณ 6.70-7 เหรียญฯต่อล้านบีทียู สัญญาระยะยาว 9 เหรียญฯต่อล้านบีทียู และตลาดจร 16 เหรียญฯต่อล้านบีทียู
ทางด้านนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความคืบหน้าในการเข้าพื้นที่แหล่ง G1/61 (เอราวัณ) ว่า ขณะนี้กำลังหารือร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะได้ข้อยุติและเห็นผลในไตรมาส 4 ปีนี้ และจะทำให้การเปลี่ยนผ่านจากผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ในเดือนเมษายน 2565 เป็นไปได้อย่างราบรื่น
7 เม.ย 2569
5 เม.ย 2569
7 เม.ย 2569
7 เม.ย 2569