ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

Last updated: 5 ส.ค. 2564  |  1417 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

ปตท.สผ. ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ธุรกิจใหม่เป็น 20% ปี 73

นางอรชร อุยยามะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) เปิดเผยว่า ปตท.สผ.ตั้งเป้าจะพัฒนาธุรกิจใหม่ให้มีสัดส่วนรายได้เป็น 20% ของรายได้รวมในปี 2573 และตั้งเป้าลดคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 25% โดยธุรกิจใหม่ประกอบด้วย 1.ธุรกิจ AI & Robotic ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ 2.ธุรกิจไฟฟ้า โดยมองการลงทุนไปที่ประเทศเมียนมา และเวียดนาม ซึ่งจะทำ Gas to Power, LNG to Power และพลังงานหมุนเวียน และ 3.ธุรกิจ Carbon Capture Storage (CCS) หรือการดักจับคาร์บอน โดยอาจจะนำไปผลิตเป็นเมทานอล

สำหรับยุทธศาสตร์การเติบโตของ ปตท.สผ.ยังเน้นการเติบโตในพื้นที่เป้าหมาย โดยในประเทศไทยและเมียนมาจะมีการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมเข้าร่วมพัฒนาในพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คาดว่าจะมีศักยภาพด้านปิโตรเลียมจำนวนมาก เนื่องจากอยู่ติดกับแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย ในประเทศโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการที่มีอยู่

นายธนัตถ์ ธำรงศักดิ์สุวิทย์ ผู้จัดการ แผนกนักลงทุนสัมพันธ์ ปตท.สผ. กล่าวว่า ปตท.สผ. กำลังศึกษาที่จะมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่แท่นผลิตปิโตรเลียม การใช้เรือไฟฟ้า หรือเว็บคราฟท์ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และจะนำก๊าซฯ ส่วนเกินจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ โดยจะมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม และกำลังศึกษาเทคโนโลยี CCS เพื่อนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย โดยคาดว่าจะนำ CCS มาใช้ในโครงการ SK 410B ในมาเลเซีย ซึ่งจะเป็นโครงการแรกที่มีการใช้ CCS ในภูมิภาคนี้

ส่วนผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ คาดว่าจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากแนวโน้มราคาขายก๊าซฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน และคาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยของปี 2564 จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาอยู่ที่ 4.12 แสนบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ จากโครงการมาเลเซีย-แปลงเอช ที่จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ และมีปริมาณการขายในโครงการโอมานแปลง 61 เข้ามาสนับสนุน

ส่วนปริมาณการขายในไตรมาส 3 ปีนี้ คาดว่าจะลดลงเหลือเฉลี่ย 4.05 แสนบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ จากไตรมาส 2 อยู่ที่ 4.43 แสนบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ เป็นผลมาจากการปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และปริมาณจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4

โดยบริษัทฯ ยังรักษาระดับต้นทุนต่อหน่วยไว้ที่ 28-29 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากปีก่อนหน้า จากการบริหารจัดการต้นทุน และการเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ของโครงการมาเลเซีย-แปลงเอช และโครงการโอมานแปลง 61 ซึ่งทั้ง 2 โครงการมีต้นทุนต่อหน่วยที่ค่อนข้างต่ำ โดยตั้งเป้าจะมีต้นทุนต่อหน่วยที่ 25 เหรียญฯต่อบาร์เรล ในปี 2573

สำหรับแผนการลงทุนในธุรกิจขุดเจาะ สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม ในปีนี้ ยังคงงบประมาณการลงทุนที่ 4,196 ล้านเหรียญฯ หรือคิดเป็นประมาณ 132,174 ล้านบาท เพื่อรักษากำลังการผลิตจากโครงการหลัก พัฒนาโครงการสำคัญเพื่อเริ่มการผลิตให้ได้ตามแผนที่วางไว้ และดำเนินกิจกรรมการสำรวจเพื่อการเติบโตในระยะยาว ส่วนปี 2565 วางงบลงทุนไว้ที่ 5,600 ล้านเหรียญฯ และยังมีโอกาสเพิ่มงบลงทุนได้อีกปีละ 150 ล้านเหรียญฯ

ทางด้านนางสาวเมธ์ลดา ชยวัฒนางกูร ผู้จัดการอาวุโส ในฐานะผู้จัดการโครงการ G1 (Project Manager) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเข้าพื้นที่แปลง G1/61 (เอราวัณ) ขณะนี้มีความล่าช้าออกไปจากแผน ซึ่งตามแผนจะต้องมีการเข้าพื้นที่สำรวจภายใต้ข้อตกลงเข้าพื้นที่ ระยะที่ 1 เดือนสิงหาคม 2562 มีการก่อสร้างทแท่นผลิต 8 แท่น เดือนธันวาคม 2562 กลางปี 2563 จะต้องทำข้อตกลงเข้าพื้นที่ ระยะที่ 2 ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ในขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2564 จะต้องเริ่มติดตั้งท่อและแท่น (8 แท่น) ไตรมาส 2 ปี 2564 จะต้องเจาหลุมบน 8 แท่น ไตรมาส 1 ปี 2565 จะต้องทดสอบการผลิต และเดือนเมษายน 2565 จะเริ่มผลิตตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

โดยขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการเข้าพื้นที่ ซึ่งก่อนที่สัญญาเดิมจะหมดลงจะต้องใช้เวลา 6-9 เดือน ในการเตรียมการผลิต หากตกลงเข้าพื้นที่ได้ ปตท.สผ.จะเร่งดำเนินการเพื่อร่นระยะเวลาในการทำงาน แต่ในช่วงฤดูมรสุมจะไม่สามารถติดตั้งแท่นผลิตได้ ซึ่งขณะนี้การดำเนินงานคงจะไม่ทันตามสัญญา PSC โดยมีการประมาณการว่าปริมาณก๊าซฯ ที่จะผลิตตามสัญญาจะหายไปประมาณ 300 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน จากที่ผู้รับสัมปทานรายเดิมได้แจ้งผู้รับซื้อก๊าซฯ ว่าจะผลิตได้ประมาณ 500 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน ทำให้ ปตท.สผ.จะเพิ่มการผลิตที่แหล่งบงกช และอาทิตย์ เพิ่มอีกประมาณ 210 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน ส่วนที่เหลืออาจจะต้องเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาทดแทน

อย่างไรก็ตามหากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (Worth Case) คือ จะสามารถเข้าพื้นที่ได้เดือนเมษายน 2565 ตอนที่หมดสัญญาสัมปทานของรายเดิมเลย จะทำให้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีกว่าจะกลับมาผลิตก๊าซฯ ในแหล่งนี้ได้ที่ 800 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้